ReadyPlanet.com
dot dot
การเพาะเลี้ยงหนอนแดง (ริ้นน้ำจืด)
วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550ปีที่ 19ฉบับที่ 398


การ เพาะหนอนแดง ในบ่อซีเมนต์ โดย อ.เสน่ห์ ผลประสิทธิ์

         ผมได้นำเสนอเรื่องราวของการเพาะไรแดง เพื่อใช้เป็นอาหารเลี้ยงลูกปลาไหลนาไว้ ในคราวนี้ผมจึงขอนำเสนอเรื่องการเพาะหนอนแดง เพราะท่านผู้อ่านจะได้ใช้เป็นความรู้ในการเพาะหนอนแดง เพื่อใช้เป็นอาหารของลูกปลาไหลนา ที่เติบโตขึ้นมาจากระยะที่กินไรแดงเป็นอาหารแล้วตามลำดับอายุของลูกปลาไหลนา จะช่วยให้ลูกปลาไหลนาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีอัตรารอดตายสูง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้เพาะพันธุ์ปลาไหลนาที่จะมีรายได้สูงขึ้นด้วย

         เพื่อ ให้สอดคล้องกับคำสั่งสอนของท่านมหาปราชญ์ ซุ่นหวู ที่ได้สอนไว้ว่า "รู้เขา รู้เรา ร้อยรบ ร้อยชนะ" ดังนั้น ก่อนที่จะลงมือเพาะหนอนแดงเราจึงควรเรียนรู้หรือทำความรู้จักกับหนอนแดงให้ ดีเสียก่อนจะได้ไม่พลาด

ชีวประวัติของหนอนแดง

         หนอนแดง หรือชื่อที่พวกฝรั่งเขาเรียกกันว่า "บลัด เวิร์ม" (Blood worm) ตามสีแดงของลำตัวนั้น เป็นตัวอ่อนของแมลงชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ริ้นน้ำจืด" ซึ่งจัดอยู่ในอันดับเดียวกับยุง ที่ตัวเต็มวัยก็มีลักษณะคล้ายกับยุง จะผิดกันตรงที่นิสัยการกินอาหาร คือริ้นน้ำจืดจะใจดีกว่ายุง เพราะไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่จะกินน้ำหวานและเกสรดอกไม้เป็นอาหาร มีขนาดยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ตัวผู้จะมีหนวดงามเป็นพู่แบบขนนกเหมือนผู้ชายเรานั่นแหละ และมักอยู่รวมกับตัวเมียเป็นฝูงใกล้ผิวน้ำและใกล้แสงสว่าง เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์

         เมื่อผสมพันธุ์กันแล้ว ตัวเมียจะวางไข่บนผิวน้ำในบริเวณที่ลมสงบ ไข่จะลอยเป็นแพ มีลักษณะเป็นเส้นมีวุ้นห่อหุ้มให้ลอยบนผิวน้ำได้ เมื่อดูด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นเส้นหรือแท่งวุ้นที่มีจุดประสีดำ ริ้นน้ำจืดแม่หนึ่งสามารถวางไข่ได้ 500-2,300 ฟอง ซึ่งจะฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 3-4 วัน ตัวหนอนจะมีสีแดง เราจึงเรียกมันว่า "หนอนดง" ลำตัวยาวประมาณ 3-18 มิลลิเมตร แล้วแต่อายุ ส่วนหัวของหนอนแดงจะแยกจากลำตัวอย่างชัดเจน มีตาเป็นจุดสีดำเล็กๆ 1 คู่ ที่ปากจะมีแผงขนละเอียดสำหรับพัดโบกอาหารจากในน้ำเข้าปาก อาหารของหนอนแดง ได้แก่ พวกอินทรียวัตถุที่เน่าสลาย (detritus) ที่มีขนาดเล็ก ส่วนอกขยายใหญ่และมีท่อหายใจเล็กๆ ยื่นยาวออกมา 1 คู่ แต่บางชนิดจะมีลักษณะเป็นสายยาว เมื่อตัวอ่อนมีอายุได้ 10-12 วัน จะเริ่มสร้างปลอก (tube) หุ้มตัว โดยใช้ตะกอนในน้ำและเศษอินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อยแล้วในน้ำ หนอนแดงจะอาศัยอยู่ในปลอกนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆ นาน 6-8 วัน เรียกว่า ระยะก่อนเข้าดักแด้ (pre-pupa) แล้วจะสลัดปลอกทิ้ง เข้าสู่ระยะดักแด้ (pupa) ซึ่งจะมีรูปร่างคล้ายลูกน้ำของยุงในระยะที่ชาวบ้านเรียกว่า "ไอ้โม่ง" แต่จะมีสีแดงคล้ำ หนอนแดงในระยะนี้จะลอยตัวในแนวดิ่งตั้งฉากกับผิวน้ำ อยู่ประมาณ 1-2 วัน หลังจากนั้น จะลอกคราบออกเป็นตัวเต็มวัย ที่เรียกว่า "ริ้นน้ำจืด" ได้อย่างเต็มภาคภูมิ รวมระยะเวลาของวงจรชีวิตของแมลงชนิดนี้ ประมาณ 21-28 วัน กล่าวกันว่า วงจรชีวิตของริ้นน้ำจืดในแถบร้อนจะสั้นกว่าในแถบที่มีอากาศหนาวเย็นเอา ละครับ เราได้เรียนรู้เรื่องราวของชีวิตแมลงริ้นน้ำจืดกันมาพอหอมปากหอมคอแล้ว คราวนี้เรามาศึกษากันต่อถึงวิธีการเพาะหนอนแดงกันได้แล้วครับ

การ เพาะหนอนแดง

         เรื่องราวชีวิต และวิธีการเพาะหนอนแดงนี้ นักวิชาการของกรมประมงได้เริ่มศึกษากันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2523 โน่นแหละครับ ผู้ที่เป็นผู้จุดประกายในเรื่องเหล่านี้คือ ท่านวนิช วารีกุล อดีตอธิบดีกรมประมง ในสมัยที่ยังเป็นนักวิชาการหนุ่มไฟแรง และ คุณสันทนา ดวงสวัสดิ์ นักวิชาการหญิงผู้มีผลงานวิจัยในด้านการประมงน้ำจืดอยู่มากมาย และท่านสุดท้ายคือ คุณสำรวย เสร็จกิจ ผู้โดดเด่นในด้านการศึกษาวิจัยอาหารธรรมชาติของสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ผมได้ อาศัยผลงานของท่านมาถ่ายทอดให้ท่านอยู่ขณะนี้แหละครับ ซึ่งคุณสำรวยได้ให้หลักการง่ายๆ ในการเพาะหนอนแดงไว้ 3 ประการ คือ

         1. มีอาหารอุดมสมบูรณ์ นั่นคือต้องเตรียมน้ำเพื่อเพาะหนอนแดงให้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอินทรียวัตถุที่ เน่าสลายแล้ว เพื่อให้หนอนแดงใช้เป็นอาหาร และเป็นวัสดุสร้างรังหรือปลอกหุ้มตัว รวมทั้งส่งกลิ่นอันน่าพิสมัยไปถึงแมลงริ้นน้ำจืด เพื่อชักนำให้มาผสมพันธุ์และวางไข่

         2. มีสภาวะแวดล้อมเหมาะสม เนื่องจากแมลงริ้นน้ำจืดชอบวางไข่ในบริเวณที่น้ำนิ่ง ลมสงบ ดังนั้น บริเวณบ่อเพาะไรแดงจึงควรสร้างแผงกำบังลมไว้ด้วย

3. ปราศจากศัตรู เนื่องจากหนอนแดงเป็นอาหารจานเด็ดที่สัตว์หลายชนิดชอบกิน เช่น ตัวอ่อนแมลงปอ ลูกกบ ลูกเขียด ลูกปลา ฯลฯ ดังนั้น จึงควรป้องกันศัตรูพวกนี้ให้ดี อย่าให้เล็ดลอดลงไปในบ่อเพาะหนอนแดงได้ทั้งก่อนและระหว่างการผลิตหนอนแดง ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตหนอนแดงเลยทีเดียว

บ่อที่ใช้เพาะ หนอนแดง

         บ่อที่ใช้เพาะหนอนแดงนั้น จะเป็นบ่อขนาดเล็ก เช่น ขอบบ่อซีเมนต์ขนาดต่างๆ เช่น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร 100 เซนติเมตร 120 เซนติเมตร 150 เซนติเมตร 165 เซนติเมตร 200 เซนติเมตร และ 300 เซนติเมตร ซึ่งจะมีความสูงอยู่ 2 ระดับ คือ 30 เซนติเมตร และ 35 เซนติเมตร ยกเว้นขนาด 300 เซนติเมตร จะมีความสูงกว่า 35 เซนติเมตร ถ้าเป็นขอบบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก เช่น 80 เซนติเมตร 100 เซนติเมตร และ 120 เซนติเมตร ควรใช้ชั้นเดียว แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่กว่านี้ควรใช้ 2 ชั้น ซ้อนกัน ขอบบ่อจำพวกนี้เหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับใช้ทดลองซ้อมมือดูก่อน

         ส่วน บ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ เช่น ขนาด 5x10x1 เมตร และที่มีขนาดรองลงมา เช่น 4x8x1 เมตร หรือขนาด 3x5x1 เมตร เหมาะสำหรับผู้ที่มีความชำนาญในการเพาะแล้ว และตั้งใจจะเพาะหนอนแดงอย่างจริงจัง เพื่อใช้ในฟาร์มของตนเองและอาจเพาะไว้เพื่อจำหน่ายด้วยก็ได้ เพราะหนอนแดงมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ทีเดียว สามารถยึดเป็นอาชีพได้อย่างสบาย นอกจากนี้ บ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่จะให้ผลผลิตต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร สูงกว่าบ่อขนาดเล็กอีกด้วย

วิธีการเพาะหนอนแดงมีวิธีการ อย่างง่ายๆ อยู่ 5 ขั้นตอน ด้วยกัน คือ

         1. การเตรียมบ่อ

         2. การเตรียมน้ำ

         3. การเตรียมอาหาร

         4. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

         5. การควบคุมบ่อผลิต

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมบ่อ

         ล้างทำความ สะอาดบ่อให้ดี แล้วตากให้แห้ง 1-2 วัน เพื่อกำจัดศัตรูและเชื้อโรคให้หมด แล้วสร้างแผงบังลมไว้ด้านเหนือลม โดยให้สูงประมาณ 1-2 เมตร รอบบริเวณบ่อเพียงครึ่งเดียวของความยาวของบ่อ แผงบังลมนี้อาจใช้วัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น สังกะสีมุงหลังคาเก่า แผ่นเชโลกรีตเก่า ไม้เก่า มุ้งลวด หรืออวนมุ้งเก่า หรือถ้าจะให้ดีอาจปลูกต้นไม้เป็นแผงกันลมก็ได้ เช่น ต้นชบา พู่ระหง เข็ม ชาทอง เป็นต้น จะดูสวยงามและคงทนกว่า เพียงแต่ต้องคอยตัดแต่งให้เรียบร้อยอยู่เสมอเท่านั้น

         ส่วนภายในบ่อ ไม่ต้องใส่ดินหรือทรายขี้เป็ดให้ยุ่งยากเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะมีแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเงิน และเวลา แถมยังมีปัญหายุ่งยากในการเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกด้วย การปล่อยให้พื้นบ่อสะอาดและว่างเปล่า จะช่วยประหยัดและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย เพียงใช้สวิงหรือตะแกรงตาถี่ช้อนตัวหนอนแดงขึ้นมาก็ใช้ได้แล้ว

ขั้น ตอนที่ 2 การเตรียมน้ำ

         สูบน้ำจากคลอง หนอง บึง หรือบ่อที่อยู่ใกล้เคียง แล้วใช้ผ้ากรองโอล่อนแก้ว หรือผ้ากรองแพลงตอน กรองน้ำก่อนจะลงบ่อ เพื่อกำจัดศัตรูและคู่แข่งของหนอนแดง เมื่อได้ระดับน้ำสูง 5-10 เซนติเมตร ควรต้องตรวจสอบคุณภาพด้านต่างๆ ของน้ำ เช่น พีเอช (pH) ควรอยู่ในระดับ 6.5-8.5 ความเป็นด่างหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ค่าอัลคาไลน์อยู่ในระดับ 50-300 ส่วน ในล้าน (ppm) ความกระด้างหรือฮาร์ตเนสอยู่ในระดับ 75-300 ส่วน ในล้าน ถ้าระดับของพีเอช (pH) ยังต่ำอยู่ก็ค่อยๆ เติมปูนขาว ครั้งละ 5-10 กรัม ต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร ทุกๆ 2 ชั่วโมง จนกว่าน้ำจะมีคุณสมบัติเหมาะสม

ขั้น ตอนที่ 3 การเตรียมอาหาร

         ดังที่กล่าวมาแล้วว่า การเตรียมอาหารในบ่อที่จะเพาะหนอนแดงนั้น มีจุดประสงค์อยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก ก็เพื่อสร้างกลิ่นล่อแมลงริ้นน้ำจืดให้มาวางไข่ ประการที่สอง ก็เพื่อเตรียมอาหารไว้ให้หนอนแดง และประการสุดท้ายก็เพื่อจัดหาวัสดุสำหรับสร้างรังหรือปลอกไว้ให้หนอนแดง

         วัสดุ ที่ใช้ในการเตรียมอาหาร ได้แก่ กากถั่วเหลือง หรือกากถั่วลิสง ซึ่งจะมีคุณภาพดีกว่ากากถั่วเหลือง อาหารเม็ดสำหรับเลี้ยงปลา หรืออาหารไก่ อาหารหมูอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างละเท่าๆ กันมาใส่ในบ่อที่เตรียมน้ำไว้รออยู่แล้ว หรือหากจะให้ง่ายขึ้น ก็อาจใช้กากถั่ว ปลาป่น และรำละเอียดในอัตราส่วน 1:1:1 ก็ใช้ได้ โดยคำนวณปริมาณของอาหารให้เหมาะสมกับเนื้อที่บ่อ ซึ่งต้องใช้อาหารที่ผสมเสร็จแล้วนี้ประมาณ 100-150 กรัม ต่อเนื้อที่บ่อ 1 ตารางเมตร เพื่อหมักอาหารได้ 2-3 วันแล้ว จึงเพิ่มน้ำลงในบ่ออีก 15-20 เซนติเมตร

         การที่ต้องมีการเติมน้ำถึง 2 ครั้ง อย่างนี้ มีเหตุผลที่อธิบายได้คือ การผลิตหนอนแดงตามวิธีนี้เป็นวิธีเลียนแบบธรรมชาติ โดยการเรียกหรือล่อให้แมลงริ้นน้ำจืดมาวางไข่ด้วยการสร้างกลิ่นที่เกิดจาก การเน่าสลายของอินทรียวัตถุที่เราใส่ลงไปในบ่อ ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะพอดีกับปริมาณของน้ำที่เราใส่บ่อไว้ครั้งแรก ถ้าเราใส่น้ำหรืออาหารมากหรือน้อยเกินไป จะไม่ได้ผล ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใส่อาหารลงไปมากกว่าที่กำหนดไว้ 2 เท่า แขกรับเชิญที่จะมาในงานเลี้ยงของเราจะเปลี่ยนหน้าไป จากแมลงริ้นน้ำจืดจะกลายเป็นแมลงวันแทน หรือถ้าเราเติมน้ำน้อยเกินไปเมื่ออาหารเน่าสลายจะเข้มข้นเกินไป ไม่เหมาะสำหรับการดำรงชีวิตหรือการเจริญเติบโตของหนอนแดงวัยอ่อน ดังนั้น การเติมน้ำจึงควรทำ 2 ขั้นตอน ตามที่กำหนดไว้ จะช่วยให้การเพาะหนอนแดงมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงครับ

ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวผลผลิต

         เมื่อเราลงมือเพาะแล้ว เป็นเวลา 7 วัน ในวันที่ 7 เราก็เริ่มเก็บเกี่ยวหนอนแดงได้ และจากวันนี้เป็นต้นไป เราสามารถเก็บเกี่ยวหนอนแดงได้วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลาประมาณ 20-30 วัน หลังจากนั้นบ่อเพาะหนอนแดงของเราจะมีแมลงชนิดอื่นมารบกวน วางไข่ในบ่อมากขึ้นจนผลผลิตหนอนแดงเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว จึงควรล้างบ่อแล้วเตรียมการเพาะหนอนแดงครั้งใหม่ต่อไป

         วิธีการเก็บ เกี่ยวหนอนแดงนั้นง่ายมาก เพียงช้อนด้วยสวิงในเวลาประมาณ 11.00-15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หนอนแดงออกจากปลอกและลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ไม่ต้องเสียเวลามาร่อนแยกหนอนแดงจากเศษขยะอื่นๆ เหมือนการเก็บเกี่ยวหนอนแดงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ถ้าบ่อเพาะหนอนแดงของเราเป็นบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ ควรใช้อวนมุ้งเขียวสั้นๆ พอเหมาะกับความกว้างของบ่อ ลากเพียงครั้งเดียวก็จะได้หนอนแดงเป็นจำนวนมาก ไม่ต้องลงไปเดินวนใช้สวิงช้อนในบ่อ เพราะการลงไปเดินวนหลายๆ รอบ เป็นการรบกวนหนอนแดงและจะเป็นแรงกระตุ้นให้หนอนแดงรีบเร่งพัฒนาตัวเองให้ กลายเป็นแมลงริ้นน้ำจืดเร็วขึ้นกว่าปกติ

          ผลผลิตของหนอนแดงที่เพาะใน บ่อซีเมนต์จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2-3 ประการคือ

         4.1 ขนาดของบ่อซีเมนต์ที่ใช้เพาะ

         นักวิชาการผู้ทดลองได้เก็บข้อมูลเพื่อ ใช้เปรียบเทียบไว้จนปรากฏผลที่ชัดเจนว่า บ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่จะให้ผลผลิตหนอนแดง ต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร มากกว่าบ่อขนาดเล็ก กล่าวคือ บ่อซีเมนต์ขนาด 50 ตารางเมตร จะให้ผลผลิตหนอนแดงโดยเฉลี่ย 40-60 กรัม ต่อตารางเมตร หรือประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อบ่อ ต่อวัน ส่วนบ่อซีเมนต์ ขนาด 10 ตารางเมตร จะให้ผลผลิตหนอนแดงเพียง 30-40 กรัม ต่อตารางเมตร หรือประมาณ 300-400 กรัม ต่อบ่อ ต่อวัน

         4.2 อาหารที่ใช้ในการหมัก

         ผู้ทำงานวิจัยได้ให้ ข้อมูลไว้ว่า ถ้าใช้กากถั่วลิสงป่น จะได้หนอนแดงที่มีขนาดใหญ่กว่า และให้ผลผลิตสูงกว่าหนอนแดงที่ใช้อินทรียวัตถุชนิดอื่นๆ ในการผลิต

ขั้น ตอนที่ 5 การเพิ่มอาหารให้หนอนแดงในระหว่างการผลิต

         นับเป็นปัจจัย สำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะผลผลิตของหนอนแดงจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอของอาหาร เนื่องจากการเพาะหนอนแดงในแต่ละรอบ ใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ดังนั้น ในระหว่างช่วงนี้อาหารที่เราใส่ไว้ตั้งแต่ตอนแรกจะถูกหนอนแดงกินไปอยู่ตลอด เวลา ปริมาณของอาหารจึงร่อยหรอลงไปทุกวัน ถ้าไม่มีการเพิ่มอาหารหนอนแดงจะขาดแคลนอาหารได้ และส่งผลให้ผลผลิตของหนอนแดงตกต่ำลงเรื่อยๆ แต่การเพิ่มอาหารจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ถ้าเพิ่มอาหารโดยไม่มีหลักเกณฑ์ เช่น มากเกินไป คุณภาพของน้ำในบ่อจะเน่าเสียจนไม่มีแมลงริ้นน้ำจืดรุ่นใหม่มาวางไข่ในบ่อ รวมทั้งหนอนแดงที่มีอยู่ในบ่ออาจตายได้ แต่ถ้าเพิ่มอาหารให้น้อยเกินไป ผลผลิตหนอนแดงก็จะตกต่ำ

          นักวิชาการเขาจึงให้คำแนะนำไว้ว่า ควรเพิ่มอาหาร 50-100 กรัม ต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร ทุกๆ 3-7 วัน ซึ่งหมายความว่าถ้าเพิ่มครั้งละ 50 กรัม ก็ต้องเพิ่มอาหารให้ทุกๆ 3 วัน แต่ถ้าเพิ่มครั้งละ 180 กรัม ก็ต้องให้อาหารทุกๆ 7 วัน เป็นต้น โดยหมักอาหารไว้ล่วงหน้าก่อนเสมอ แล้วนำมาผสมน้ำในบ่อแล้วจึงตักสาดไปให้ทั่วบ่อ

         นอกจากการเพิ่มอาหาร แล้ว ต้องมีการตรวจคุณสมบัติของน้ำในบ่อ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ถ้าคุณสมบัติข้อไหนของน้ำไม่เหมาะสม ก็ต้องปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติทางเคมีของน้ำ หรือความเป็นกรด-ด่างของน้ำ ส่วนคุณสมบัติทางกายภาพของน้ำ เช่น ความขุ่นของน้ำ ถ้าเข้มข้นมากมีสีเขียวจัดจนคล้ำ ต้องระบายน้ำทิ้ง ประมาณ 25-50 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ว่าสีของน้ำเขียวเข้มมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงเติมน้ำใหม่โดยกรองผ่านผ้ากรองตาละเอียด จนได้ระดับความลึกของน้ำ 20-30 เซนติเมตร

         ในระหว่างการผลิตอาจมีแมลงน้ำบางชนิด เช่น แมลงกรรเชียง ลูกแมลงปอและลูกแมลงเหนี่ยงที่เรียกว่า "เสือน้ำ" เกิดขึ้น ก็ใช้สวิงตาห่างช้อนออกไปทำลายเสีย

         ในการทำธุรกิจทางด้านการประมงและ การเกษตรนั้น เมื่อเราสู้อุตส่าห์ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และทุนทรัพย์ลงไปอย่างมากมาย จนเกิดผลผลิตขึ้นมาแล้ว ควรต้องคิดถึงวิธีการถนอมคุณภาพของผลผลิตให้มีความสดและมีคุณภาพด้านอื่นๆ ให้ดีที่สุดไว้เสมอ เพื่อจะขายได้ราคาดีนั่นเอง การเพาะหนอนแดงก็เช่นเดียวกัน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตขึ้นมาแล้ว ใช้ไม่หมด หรือขายไม่หมด ก็ต้องหาวิธีเก็บรักษาหนอนแดงไว้เช่นเดียวกัน นักวิชาการเขาแนะนำวิธีการเก็บรักษาหนอนแดงไว้ดังนี้ครับ

         1. การเก็บสด คือการนำหนอนแดงพร้อมน้ำในบ่อเดิมเล็กน้อยมาใส่ภาชนะ เช่น ถังน้ำ หรือถุงพลาสติก แล้วเติมน้ำเขียวให้เล็กน้อย ถ้าเป็นถุงพลาสติกควรอัดออกซิเจนให้ด้วย แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส สามารถเก็บหนอนแดงไว้ในสภาพมีชีวิตได้นานหลายวัน แต่อาจจะมีหนอนแดงบางส่วนลอกคราบเป็นแมลงริ้นน้ำจืดบ้างเล็กน้อย

         2. การเก็บแห้ง เป็นการเก็บหนอนแดงไว้ในภาชนะปิด โดยใช้กระดาษทิชชูชุบน้ำให้ชุ่มแล้วห่อหนอนแดงไว้ นำไปเก็บในที่เย็นที่มีอุณหภูมิประมาณ 10-12 องศาเซลเซียส สามารถเก็บหนอนแดงในสภาพมีชีวิตไว้ได้นานหลายวันเช่นเดียวกัน แต่หนอนแดงจะเปลี่ยนเป็นตัวเต็มวัยน้อยกว่าวิธีที่ 1

         3. การเก็บแบบแช่แข็ง โดยนำหนอนแดงใส่ถุงพลาสติกตามปริมาณที่ต้องการ โดยไม่ต้องใส่น้ำมากนัก แล้วนำไปแช่แข็ง การเก็บวิธีนี้หนอนแดงจะตายหมด แต่ยังสดและมีคุณค่าทางอาหารอยู่เกือบเหมือนหนอนแดงมีชีวิต เมื่อนำไปเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ควรใช้แอร์ปั๊มช่วยพ่นลมในน้ำให้ไหลปั่นป่วนให้หนอนแดงล่องลอยอยู่ในน้ำ ก็สามารถหลอกให้สัตว์น้ำเข้ามาจับกินได้เหมือนกัน

         ก่อนจะจบเรื่องนี้ ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การเพาะหนอนแดงให้ได้ผลและมีผลผลิตสูงนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วคือ

         1. ทำเลที่ตั้งของบ่อผลิตหนอนแดง ควรอยู่ใกล้กับหนอง บึง ที่มีน้ำตลอดปี เพราะเป็นแหล่งกำเนิดของแมลงริ้นน้ำจืดโดยธรรมชาติที่จะมาวางไข่ในบ่อผลิต ของเรา

         2. บ่อผลิต ต้องมีที่กำบังลม ไม่ให้รบกวนน้ำในบ่อผลิตจนเกิดคลื่นลมในบ่อ เพราะแมลงริ้นน้ำจืดต้องการวางไข่ในน้ำนิ่ง

         3. บ่อผลิตต้องอยู่กลางแจ้ง ได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน

         4. การถ่ายน้ำ อันที่จริงการเพาะหนอนแดงไม่ต้องการการถ่ายน้ำมากนัก ยกเว้นในกรณีที่เกิดน้ำเน่าในบ่อเท่านั้น

         5. การเติมน้ำ ต้องพยายามควบคุมระดับความลึกของน้ำในบ่อผลิตไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร ตลอดเวลา

         6. การใช้มูลสัตว์ เช่น มูลหมู ไก่ ค้างคาว โค กระบือ จะให้ผลผลิตต่ำกว่า อาหารที่แนะนำไว้แล้วถึง 16 เท่า ดังนั้น ผู้เพาะหนอนแดงจึงไม่ควรรนหาที่หากลิ่นเหม็นของมูลสัตว์มาสะสมไว้ในตัว เพราะแม่บ้านจะรังเกียจเอา

         เอาละครับ ผมคิดว่าข้อมูลที่ผมพยายามเสาะหามาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ คงเพียงพอที่จะเป็นแนวทางให้มือใหม่หัดขับ




การเพาะไรทะเล

การเพาะเลี้ยงไรทะเล article
การเพาะเลี้ยงไรแดง article
การเพาะเลี้ยงลูกน้ำ



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (146769)
ผมว่าวิธีการทำให้น้ำเน่านะครับนอกจากจะมีริ้นน้ำจืดมาไข่แล้วผมว่าจะมียุงมาไข่เป็นส่วนมากกว่าริ้นน้ำจืดอีกนะครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น Peetiphat (job-dot-zaa-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-01-03 09:19:10


ความคิดเห็นที่ 2 (146770)
ผมว่าวิธีการทำให้น้ำเน่านะครับนอกจากจะมีริ้นน้ำจืดมาไข่แล้วผมว่าจะมียุงมาไข่เป็นส่วนมากกว่าริ้นน้ำจืดอีกนะครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น Peetiphat (job-dot-zaa-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-01-03 09:19:48


ความคิดเห็นที่ 3 (150391)

ไม่เลี้ยงปลากัดดีกว่าขยะแขยงไรแดง

ผู้แสดงความคิดเห็น บันนี่ วันที่ตอบ 2011-10-19 18:38:55


ความคิดเห็นที่ 4 (152761)
ตกลงอาหารของหนอนแดงอะไรกันแน่!! ต้องหมักด้วยหรอ!!+เอามาหมักกี่วัน!! ใเเล้วให้นอนแดงกินยังไงคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น ํyayoi วันที่ตอบ 2013-02-25 11:14:19



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *

ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletรวมลิ้งค์คนรักปลา
dot
รายงานตัว-สมัครรับข่าวสาร

dot



กระทู้เด่นคนรักปลา
อาหารปลาหมอสี xo Humpy Head กีวันจึงจะเห็นผลครับ(ให้ต่อเนี่อง)
ช่วยตอบทีนะคะ นึกว่าเอาบุญ..
อยากได้ปลากัดยักษ์สวยๆ
ขอคำแนะนำทำบ่อปลาครับ
วิธีทำไห้ปลากัดเก่ง..........
ถ้าเพาะไรแดงเองเลี้ยงปลากัดจีนตัวละ2.60บาทจะคุมไหมค่ะช่วยตอบหน่อยค่ะ
การเลี้ยงลูกปลากัด
อาหารเสริมสำหรับปลาของคุณ
อาหารเม็ดสำหรับปลากัด
หนอนแดง
ผู้รู้ช่วยตอบหน่อยครับ
อยากเลี้ยง ปลา กระทิงไฟ ?
ถามเรื่อง ดินจอมปลวกครับ
ปลากัดแฟนซี
ปลาทองหงายท้อง.แว้วครับช่วยผมด้วย
ลักษณะปลากัดเพชรบุรี
ปลากัดสีดำ
ทำไมปลาเสือพ่นน้ำผมถึง ล่อแล่แล้ว
การหยกปลากัดหม้อคืออะไร
ปลากัดซึม
อาหารปลากัด
ขอวิธีเลี้ยงปลาทองค่ะ
ปลาไม่ยอมทำหวอด
ใครเลี้ยงปลาบอลลูนบ้าง
สมาคมปลากัด
อยากทราบวิธีการเลี้ยงปลานกแก้วเลิฟ
โรคท้องบวมของปลาหมอสี
ปลากัดนักสู้....บังต้อมตำนานทุ่งครุ
ฮวงจุ้ยดีดี
การเลือกซื้อปลากัด
มีปัญหาการเลี้ยงปลาครับ
ขอความรู้เรื่องสีปลากัดครับ
อยากได้ปลากัดยักษ์สวยๆ
ปลาหมอสีป่วย ช่วยด้วยค่ะ
ปลากัดตัวเมีย
โรคปลากัด
ปรึกษาเรื่องปลาหางนกยูงงับ^^
วิธีการดูและแยกแยะปลากัดสายพันธ์ต่างๆ
ปลาทองกับฮวงจุ้ย
การเทียบปลากัดก่อนเพาะนั้นสำคัญมากหรือ
ขยายเครื่องปลากัดอย่างไร
ปัญหาปลาตายเพราะ ให้อาหารมากเกินไป
ปลาหมอสีป่วย
อยากรู้จักปลากัดมากๆ เคยเลี้ยงแล้วแต่ตายหมด ต้องทำอย่างไรค่ะ ปลาถึงจะอยู่กับเรานานๆ
ปลาทองอายุเท่าไหร่ออกลูกได้อะ...
ผู้รู้ช่วยตอบหน่อยครับ
ทำไมปลากัดมันไม่ผสมพันธุ์กัน
หนอนแดง
อาหารเม็ดสำหรับปลากัด
เลี้ยงปลาทองในอ่างพลาสติก


Copyright © 2010 All Rights Reserved. Khonrakpla.com Tel: 08-1300-3319 Email: louis_betta@khonrakpla.com